Archive | Diary RSS feed for this section

Enjoy Life: Year 2012 Resolution !!

3 Feb

(๑)  ปักหมุดสู่อนาคต

ย่างเข้าเดือนแห่งความรักแล้ว ยัยวนานันทน์เพิ่งจะมาเขียนปณิธานปีใหม่กับเค้า จริงๆแล้วเขียนลงกระดาษทุกปีนะคะ แต่ไม่เค๊ย ไม่เคยจะสำเร็จ พอดีช่วงนี้ป่วยเป็นไข้หวัดๆไอแค่กๆ เลยต้องหยุดอบขนม ทีนี้คันไม้คันมือไม่รู้จะทำอะไร เลยขยันอัพบล๊อคแทน 555+

สิ่งที่จะต้องทำให้สำเร็จในปี ๒๕๕๕
๑. ดูแลตัวเองให้แข็งแรงทั้งกายและใจ
๒. ลดน้ำหนัก+ออกกำลังกายสม่ำเสมอ+จัดระเบียบตัวเอง
๓. ดูแลกายใจป๊ะม๊ะให้มากขึ้น
๔. เปิดร้านกาแฟเล็กๆให้ป๊ะที่บ้าน
๕. ทำกิจการส่วนตัวทั้งหลายอย่างจริงจัง + เข็นโปรเจคที่ดองๆไว้ให้เป็นจริง:  ปีนี้ควรจะเห็นผลที่ชัดเจน และผลกำไรเลี้ยงตัวเองได้
๖. หัดทำอาหารคาวหวาน
๗. ตระเวณเรียนทำขนม และจริงจังกับ baking
๘. หัดขับรถ และสอบใบขับขี่
๙. เรียนปริญญาตรีใบที่ 2 ในสาขาที่สนใจ
๑๐. ปฎิบัติธรรมสม่ำเสมอ+เริ่มทำงานอาสา
๑๑. พัฒนาภาษาอังกฤษ และความรู้เสมอๆ
๑๒. อัพเดททุกบล๊อกอย่างสม่ำเสมอ  และทำเว็บส่วนตัว

ฟู่ เยอะเหมือนกันน้า  จะทำได้ไม่ได้  สิ้นปีเราค่อยมาดูกันอีกที 😀

(๒) บันทึกอดีตช่วงเบญจเพส (2010-2011)  เดินทางสู่ปัจจุบัน (2012)
// ตรงนี้อาจบันทึกอะไรที่ส่วนตั้วส่วนตัวไปนิดนะคะ

ได้อ่านกระทู้พันทิพย์ ห้องสีลมกระทู้นึง ที่มีคนมาแชร์ชีวิตจุดต่ำสุดสูงสุด  เลยอยากจะขอบันทึกไว้เป็นความทรงจำกับเค้าบ้าง ว่าเราก้อเคยผ่านช่วงเวลาที่แย่ ๆ มาเหมือนกันนะ  [หวังว่าชีวิตนี้คงไม่มีช่วงที่รู้สึกแย่มากขนาดนั้นอีก  จากนี้ไม่หวั่นแม้วันอุปสรรคมามาก :-)]  ช่วงนั้น คือ ช่วงเบญจเพส:24-25-26 ค่ะ

> เริ่มจากเปลี่ยนงานมาซักระยะ มีปัญหาเรื่องลักษณะงาน และวัฒนธรรมองค์กร  บางส่วนเกิดจากการปรับตัวไม่ได้ รวมทั้งตัวเราเองด้วยที่ไม่รู้จักโต
> คิดมากในบางเรื่อง ส่งผลต่องานนอก  ไม่รู้จักปล่อยวาง ชีวิตจึงล้มเป็นโดมิโน
> คิดเยอะกว่าเดิมอีก นอนน้อย ไร้สติ เลยล้มจริงๆ  ลื่นล้มในห้องน้ำ สะบ้าเข่าซ้ายร้าว รักษาเนิ่นนาน หัดเดินใหม่ ทำกายภาพก็แล้ว เปลี่ยนไปหาคุณหมอที่ดูแลนักกีฬาทีมชาติก็แล้ว ซึ่งท่านไม่แนะนำให้ผ่าตัด วนเวียนโรงพยาบาลสนุกสนาน  เพื่อพบความจริงที่ว่า เข่าน้อยๆไม่มีทางเหมือนเดิมอีกแล้วตลอดชีวิต ซ่าไม่ออกเลยงานนี้ กิจกรรมโปรดปรานก็งดกันไป แต่เอาเถอะ อย่างน้อยๆ ก็ยังเดินได้น้าา ไม่ได้พิการเต็มขั้นซะหน่อย 😀
> ต่อด้วยเลิกกับแฟนที่คบกันมาหลายปีดีดัก เพราะเหตุผลคลาสสิก เข้ากันไม่ได้   ชีวิตนัวเนียมากจุดนั้น ปัญหาเก่าไม่แก้ มีปัญหามาเพิ่ม 
> สภาพจิตใจตอนนั้นสีเทามากค่ะ ถูกโหมกระหน่ำในเวลาไม่ถึง 4-5 เดือน ส่งผลสู่โรคเก่ากำเริบ โรคลำไส้ไวต่อสิ่งเร้า (IBS) ที่กลับมาคราวนี้เธอกลับมาหนักกว่าเดิมเย๊อะ  ถึงขั้นรบกวนการดำเนินชีวิตประจำวันสุดๆ  เข้าออกโรงพยาบาลเป็นว่าเล่นอีกแล้ว ส่องกล้อง  หาหมอแมะ  ต้มยาจีน อะไรที่เค้าว่าดี จัดหมด แต่ก้อไม่หาย อาการแย่ลงทุกวันๆ
> สุดท้ายต้องสละหน้าที่การงานอันสุดแสนจะมั่นคง (?)  มารักษาตัว เมื่อเดือนพฤษภาปีที่แล้ว  
> หลังจากนั้น ไม่มีอะไรหวือหวา แต่ซึมเศร้า เบื่อหน่าย จิตตกอย่างหนักเป็นระยะ เพราะสุขภาพทางกายค่อนข้างมีผลกับการชีวิตประจำวันมากกกกก และไม่สามารถทำงานได้อย่างปกติ ขัดใจเจ๊จริงๆ 555+

ทั้งหมดทั้งมวลมันผ่านไปแล้วค่ะ เป็นเพียงแค่ความทรงจำบทหนึ่งของชีวิต  ถ้าทั้งหมดที่เล่าคือโชคร้าย ก็ต้องนับว่าตัวเราหน่ะโชคดีมากกกกกที่เจอเรื่องราวเหล่านี้ เพราะในความโชคร้ายได้พบเจอสิ่งดีดีและโชคดีมากมายค่ะ:  ได้พบเจอความจริงของชีวิต, ได้คำตอบบางอย่างให้ตัวเอง, ได้พบกัลยาณมิตร  เพื่อนแท้ที่ยังคงเป็นเพื่อนแท้เสมอ, ได้เห็นคุณค่าของคำว่าครอบครัวพี่น้อง, และที่ดีที่สุด คือ ได้มีโอกาสแง้มประตูพบทางหลุดพ้นจากทุกข์ที่แท้จริง คือ คำสอนของพุทธศาสนา ซึ่งจะไม่มีวันหันหน้าเข้าวัดและปฎิบัติธรรม ถ้าไม่ได้ผ่านช่วงเวลาที่แย่ขนาดนี้เลยค่ะ  สิ่งที่ได้เรียนรู้อีก คือ ต้องรู้จักให้อภัยตัวเอง แต่ไม่ใช่ลืม จงเก็บไว้เป็นบทเรียน และ ในความมืด แสงสว่างจะชัดเจนขึ้นเสมอ

ปัจจุบัน อาการทางกายเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ จากแนวทางธรรมชาติบำบัดของเสถียรธรรมสถาน กลายร่างเป็นมังสวิรัติเต็มตัวฮะ  งดเนื้ออย่างเด็ดขาด ยกเว้นปลา แต่อย่างไรโรคเค้าก้อยังคงอยู่กับเรา แสดงอาการนานทีให้รู้ว่าชั้นยังอยู่นะยะ 555

ส่วนจิตใจก็เลิกคร่ำครวญ อยู่กับปัจจุบัน แล้วก็ค้นพบตัวเอง เจอสิ่งที่อยากทำจริงๆ  มีเป้าหมายทั้งทางโลกและทางธรรม ทำให้มีกำลังใจที่จะเดินหน้าต่อ  แม้หนทางที่เลือกจะยาวไกลและลำบากก็ตาม  เพราะมีฝันจึงมีหวังค่ะ 🙂  สุขทุกข์อยู่ที่ใจจริงๆนะคะ

มองกลับไป ก็รู้สึกชีวิตมีสีสันดี  ต่อไปจะเป็นยังงัยต่อไปน้า ^^
Enjoy Life ka !!

วนานันทน์

Quote: “วันเวลาล่วงเลยผ่านไป เธอทำอะไรอยู่”

Advertisements

การทำธุรกิจกับครอบครัว และ รอยยิ้มของพ่อ :-D

6 Oct

(๑)

ตอนทำงานเป็นสาวออฟฟิส เคยคิดอยู่เสมอๆว่า ถ้าเราออกมาทำงานเองหรือทำธุรกิจครอบครัว คงจะมีปัญหาจุกจิกกวนใจกับเพื่อนร่วมงานน้อยกว่าแน่เลย เพราะคิดไปเองว่าเราคงมีอิสระกว่าแน่ๆ คิดไปเองว่าทุกคนต้องเห็นด้วยกับฉันแน่ๆ ที่ไหนได้!! พอลองได้ออกมาทำจริงแล้ว ค้นพบสัจธรรมเลยว่า อยู่ที่ไหนไหน ก็มีปัญหาด้วยกันทั้งนั้น และด้วยความเป็นคนใกล้ตัวเนี่ยแหละ อาจจะจัดการความรู้สึกและอารมณ์ยากกว่าเพื่อนร่วมงานด้วยซ้ำ เลยได้รับประสบการณ์การทำงานแปลกใหม่ไปอีกแบบ

สิ่งที่จริงที่สุด คือ  ตราบใดที่ ‘ทำงาน’ ร่วมกับคนอื่นไม่ว่าจะญาติสนิท มิตรสหาย หรือคนไม่รู้จัก  ย่อมมีอุปสรรคจากความเห็นไม่ตรงกันทั้งนั้น แต่ที่สำคัญเลย คือ อย่าใช้อารมณ์ อย่าเก็บมาเป็นความหงุดหงิดใจ อย่าน้อยใจแล้วพาลเลิกทำเด็ดขาด
(๒)

การทำงานโปรเจคนี้กับคนในครอบครัว ทำให้ค้นพบเคล๊ดลับค่ะ ซึ่งจริงๆแล้วทำงานบริษัทก็ใช้หลักการเดียวกันได้ แต่บางข้อเราต้องเน้นกว่า เพราะเค้าเหล่านั้น คือ คนในครอบครัว/คนที่เรารักและแคร์ตามรายการข้างล่าง

1. จงประนีประนอม ยามความเห็นไม่ตรงกัน  ข้อนี้ขอเน้นในกรณีเป็นธุรกิจครอบครัว ไม่งั้นบ้านแตกแน่ค่ะ ถ้าใช้วิธีสาดใส่กันเวลาทำงานบริษัทต่างชาติ
2. จงพยายามโน้มน้าวจิตใจเค้า ด้วยเหตุผลที่ดีพอ เมื่อข้อ 1 ไม่ได้ผล
3. ลดอัตตา หรือ อีโก้ (ego) ลงบ้าง
4. จากนั้น จงเปิดใจรับฟัง
5. อย่าใจร้อน อย่าสาดอารมณ์ ความสัมพันธ์ในครอบครัวเปราะบางกว่าเพื่อนร่วมงานอีก
6. อย่าคิดว่าเค้ารู้ จงชี้แจง ใช้เวลาหลังมื้อเย็นที่พร้อมหน้าชี้แจงรายละเอียดให้รับรู้โดยทั่วกัน  เหมือนเวลาประชุมที่บริษัท
7.  อย่าคิดว่าเป็นคนกันเอง แล้วจะไม่รับผิดชอบ  (หนูขอโทษค่า ผิดไปแล้วๆ)
8. จงให้อภัยกัน และตัวเอง ยามพลาดพลั้ง  นี่อาจจะเป็นข้อดีกว่าการทำงานบริษัท คือ คนที่เรารักและรักเรา เค้าให้อภัยเราเสมอค่ะ 🙂

ขอบอกก่อนว่า ลิสท์ข้างบนเนี่ย บางข้อวนานันท์ทยังทำไม่ได้ บางข้อก็พลาดไปแล้ว แต่รู้ตัวค่ะว่าเป็นคนใจร้อน พยายามประเมินตัวเองและปรับปรุงตัวเสมอค่ะ ^^
(๓)

ยามเหนื่อย ยามท้อจากการทำร้าน เมื่อมองไปที่พ่อ เห็นรอยยิ้มของพ่อ เห็นความดีใจของเค้า
ก็รู้สึกได้ว่า อุปสรรคต่างๆนานาได้หายไปทันที คุ้มค่าที่ทำจริงๆค่ะ มันเป็นความสุขลึกๆข้างใน.  🙂


Quote of the Day:  ยิ่งให้ยิ่งได้รับ – someone


วนานันทน์

รับกาแฟสักแก้วมั้ยคะ? กับความสุขโดยสังเกต

5 Oct

(๑)

วันนี้จะมาชวนดื่มกาแฟเพื่อความรื่นรมย์ค่ะ  เนื่องจากว่าเราจะรื่นรมย์มากถึงมากที่สุด ยามเมื่อได้รับคาเฟอีนเข้าเส้นเลือด จริงๆนะคะ ไม่ว่าอารมณ์จะต้องขอโดปกาแฟไว้ก่อน   ปวดหัว เครียด เบื่อ ขี้เกียจ แก้ได้ด้วยกาแฟค่ะ O_O สาเหตุที่กาแฟช่วยได้ (อาจจะเป็นเราคนเดียว) น่าจะเพราะกลิ่นหอมๆ รสชาดนุ่มๆ ทำให้เป็นแรงบันดาลใจในการเปิดอีกบล๊อกเกี่ยวกับกาแฟโดยเฉพาะมาแนะนำ ค่ะ

http://wanacafe.blogspot.com/http://wanacafe.blogspot.com/

ลองเข้าไปชมนะคะ จะมีเรื่องราวกาแฟมาแนะนำอัพเดทสม่ำเสมอค่ะ

(๒)

อีกอย่างก็คือ ที่บ้านกำลังจะเปลี่ยนตัวเองจากคนดื่มเป็นคนขายค่ะ
เปิดร้านเล็กๆบริการชุมชน เน้นความสุขใจของเรากับพ่อแม่เป็นหลัก ไม่เน้นยอดขายค่ะ
และเนื่องจากร้านนี้ขนาดจิ๋วมาก งบมีจำกัด เลยพยายามทำทุกอย่างที่ทำได้ด้วยตัวเอง อย่างเช่น ทาสี ซึ่งตอนนี้ร้านยังไม่เสร็จนะคะ

การทำร้านครั้งนี้ แม้ว่าจะทำให้มีปากเสียงกับคนในครอบครัวบ้าง ด้วยความเห็นที่ไม่ตรงกัน
แต่สิ่งที่ได้เรียนรู้มันยิ่งใหญ่กว่านัก

ทำให้เราได้เรียนรู้ว่า การลงมือทำงานพวกนี้ด้วยตัวเอง เราจะเห็นคุณค่าของสิ่งนี้มากขึ้น
จากที่เมื่อก่อนมองเห็นก็แค่กำแพง เดี๋ยวนี้เห็นกำแพงที่เราภูมิใจ เพราะเราเป็นคนค่อยๆปั้น ค่อยๆทาด้วยตนเอง
มันคงเป็นกำแพงบ้านที่เรารักมาก คุณค่าที่อาจจะไม่ได้รับเลย ถ้าเราเอาเงินไปจ้างคนอื่นทำ

นอกจากนี้ เวลาทำงานไปก็ได้สังเกตตัวเองไป ทำให้ค้นพบอีกว่า ความสุขเกิดขึ้นได้ง่ายมากๆ
+ สุขจากการทำงาน
+ สุขจากร่วมแรงร่วมใจกับเพื่อนร่วมงาน (ซึ่งก็คือคนในครอบครัว)
+ สุขจากการทำงานสำเร็จ ก่อให้เกิดความภาคภูมิใจ

ต่อไป จขบ ก็ไปค่ายสร้างโรงเรียนของหนูได้แล้ว 🙂 แล้ววันหลังจะเอาวิธีทาสีบ้านด้วยตัวเองมาแนะนำภายหลังนะคะ

(๓)

แรงบันดาลใจในการสังเกตความสุข เกิดจากหนังสือพี่นิ้วกลม “ความสุขโดยสังเกต”.

 
Quote of the Day: ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้จากการลงมือทำ – someone

วนานันทน์